ข้อสรุปจากเวทีสัมมนาแห่งปี ASEAN-India Expo and Forum

0
184

ข้อสรุปจากเวทีสัมมนาแห่งปี ASEAN-India Expo and Forumชี้อาเซียน-อินเดียยังเติบโตได้อีกมาก แนะเร่งผลักดัน SMEs และมุ่งพัฒนาระบบดิจิทัล

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน ASEAN – India Expo and Forum ขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในส่วนของการเสวนา ASEAN – India Forum นั้นนับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่างๆ ของบุคคลชั้นนำในภาครัฐและเอกชนจากทั่วภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย ในหัวข้อด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงของทั้งสองภูมิภาคผ่านการพัฒนาเครือข่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ข้อสรุปจากเวทีสัมมนาแห่งปี ASEAN-India Expo and Forum

ASEAN-India Expo and Forum จัดขึ้นในหัวข้อ Strategic Economic Partnership & Connectivity ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอาเซียน-อินเดีย และ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย โดยพิธีเปิดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานและแสดงปาฐกถาพิเศษ ร่วมกับ Mrs Nirmala Sitharaman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ซึ่งให้เกียรติกล่าวสุนทรพจน์ด้วย

บนเวที Forum ในครั้งนี้ ผู้นำภาครัฐจากนานาประเทศต่างเผยถึงนโยบายการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ วิเคราะห์แนวโน้มการค้า การลงทุน ตั้งข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างอาเซียน-อินเดีย ตลอดจนเป็นเวทีอันทรงประสิทธิภาพที่ผู้บริหารระดับสูงท้ังจากภาครัฐและภาคเอกชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและจากอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอย่างเข้มข้นตลอด 2 วันเต็ม ในหลากหลายหัวข้อ อาทิ

มุมมองในเรื่อง โอกาสทางการค้า และการลงทุนระหว่างอาเซียนและอินเดีย
 – นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า อาเซียนและอินเดียต่างก็มีพื้นฐานเป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนกัน อินเดียมีความก้าวหน้าในด้าน IT และเทคโนโลยี
อาเซียนและอินเดียจึงสามารถร่วมมือกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ดังที่ได้เห็นตัวอย่างในประเทศที่มีรายได้สูงจากการส่งออกสินค้าเกษตรที่ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ใช่เพียงแค่ส่งออกสินค้าเกษตรพื้นฐาน นอกจากนี้อาเซียนและอินเดียยังสามารถร่วมกันผลักดันการเจรจา RCEP ให้คืบหน้าเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนของทั้งสองภูมิภาค
   – H.E. Mrs. Nirmala Sitharaman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อินเดียเปิดกว้างต่อการเข้ามาทำธุรกิจของชาวต่างชาติอย่างมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นโยบาย Make in India และการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจในประเทศส่งผลให้มี FDI Inflow เพิ่มขึ้นสูงมาก และอินเดียมีหลายเมืองที่เรียกว่าเป็น Smart City
  – Dato’ Ramesh Kodammal ประธานสภาธุรกิจอาเซียน-อินเดีย มองถึงโอกาสทางธุรกิจในการขยายตัวไปได้อีกไกลในอนาคต โดยเน้นที่ SMEs ให้เข้ามารวมกับธุรกิจต่างๆในอาเซียน-อินเดีย
  – Mr. Mark Kaufman, President of Ford ASEAN มองว่า การผนึกกำลังกันของอาเซียน-อินเดียเพื่อดึงดูดนักลงการทุนชั้นนำเข้ามาในภูมิภาค น่าจะช่วยให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมในภาพรวมได้มาก ทั้งเป็นโอกาสในการพัฒนาเป็นศุนย์กลางอุตสหากรรมยานยนต์ร่วมกัน ช่วยให้สามารถเจาะตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
– คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-อินเดีย ให้ความเห็นว่าการทำธุรกิจในอินเดียในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้ทำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อินเดียมีจุดแข็งสำคัญ คือ แรงงาน ทั้งในแง่ของจำนวนและทักษะฝีมือ โดยอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสและกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดในอินเดีย ได้แก่ การแปรรูปอาหารและสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว และธุรกิจค้าปลีก และเสริมอีกว่ากิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษาจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ระหว่างอาเซียน-อินเดีย และไทย-อินเดียต่อไปในอนาคต
 – Mr Arjun Goswani, Technical Advisor of ADB’s Regional Cooperation and Integration Thematic Group กล่าวในเวทีฟอรั่มว่า จากในระดับนโยบาย ระหว่างอาเซียนและอินเดีย จะเห็นว่าการค้า การลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่สดใสและมีความหวัง แต่หากได้มองลึกลงในเรื่องของตัวเลขการค้าระหว่างกันซึ่งเฉลี่ยรวม 6.9 พันล้าน ยังถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ฉะนั้น หากข้อตกลงต่างๆ ร่วมกันมีความแข็งแกร่งพอ หรือสามารถจะนำมาใช้จริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างอาเซียนและอินเดียยังจะเติบโตได้อีกมาก โดยความร่วมมือทางด้านสาธารณูปโภคและคมนาคม อย่างเช่น แผนงานการสร้างทางหลวงสามฝ่าย ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่เป็นอย่างมาก เนื่องจากการค้าการลงทุนขนาดใหญ่ ตลอดจนการเชื่อมโยงกันระหว่างเครือข่ายยังคงต้องอาศัยการขนส่งเป็นหลัก


มุมมองในเรื่อง การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนระหว่างอาเซียนและอินเดีย
 – นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความเห็นว่า การท่องเที่ยวเป็นมากกว่าธุรกิจ หากแต่เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน และนำมาซึ่งการค้าและการลงทุน ปัจจุบันการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวจึงเป็นประเด็นที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เด็ดขาด ในการนี้ได้นำเสนอ แนวทาง ASEAN–India as One Destination ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกันโดยที่ไทยกำลังพัฒนา EEC และสนามบินอู่ตะเภาเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต และในปีหน้าก็จะกำหนดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวอาเซียนและประเทศอื่นๆ รวมทั้ง ส่งเสริมความร่วมมือในด้าน IT ซึ่งอินเดียมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยว Free-Independent-Traveler (FIT) มากขึ้น จึงมีการใช้ application ในการท่องเที่ยวมากขึ้นเช่นกัน
    – H.E. Mr. Chhuon Dara, Secretary of State of Cambodia ให้มุมมองว่า นโยบาย “Act East” และ “Make in India” ของอินเดีย รวมทั้ง Master Plan on ASEAN Connectivity 2025 จะช่วยส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับอินเดียให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และเสนอให้เน้นการพัฒนาความเชื่อมโยงทางกายภาพและความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชน (Public Private Partnership: PPP)

มุมมองในเรื่อง การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและอินเดีย
  – นาย ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท CLSA Securities ได้ให้มุมมองทางด้านการเงินและการลงทุนระหว่างอาเซียนและอินเดียไว้ว่า อาเซียนน่าจะมีการศึกษาองค์ความรู้จากอินเดียในเรื่องต่างๆ เช่น การอำนวยความสะดวกการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ความสำเร็จของอินเดียในการจัดการการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน การบริหารจัดการตลาดหลักทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพของธนาคารกลางอินเดีย
– นายชุตินธร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอินเดีย ได้ให้ข้อเสนอแนะในการเชื่อมโยงระหว่าง 2 ภูมิภาค 3 ประการคือ 1) เสนอให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาในประเด็นอาเซียนศึกษา 2) เสนอให้อินเดียเพิ่มบทบาทในอาเซียน 3) เสนอให้อินเดียเพิ่มความสัมพันธ์และบทบาทของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น APEC

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ทิศทางของเทคโนโลยีดิจิทัล
 – Mr. Sandeep Chhabra, Regional Delivery Head of ASEAN & Japan in WIPRO ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต ซึ่งดิจิทัลจะไม่ใช่เป็นเพียงการใช้เทคโนโลยี แต่จะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจของโลก และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เรื่อง ประโยชน์ของ FTA ต่อ SMEs และ Start-up
 – Shri. M Sivasankar IAS, Principle Secretary and Chairman of Kerala State Information Technology Mission (KSITM) ให้มุมมองเกี่ยวกับ SMEs และการค้าเสรี ไว้ว่า FTA เป็นความท้าทายต่อ SMEs ด้านเงินลงทุน และขนาดของการผลิต จึงจำเป็นต้องหา niche market เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้า ในขณะที่ เทคโนโลยีปัจจุบันจะช่วยให้นักธุรกิจเข้าถึงหุ้นส่วนธุรกิจและตลาดทั่วโลกได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยสนับสนุนให้เกิดธุรกิจ Startup โดยรัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุนธุรกิจ Startup ตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการคิดสินค้าต้นแบบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสนับสนุนเงินทุน การเข้าสู่ตลาดโลก และการส่งเสริมให้บุคลากรในระดับนักเรียนนักศึกษาศึกษาดูงานตามแหล่ง Startup ที่สำคัญต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ จีน และไต้หวัน เป็นต้น

Dato’ Ramesh Kodammal, Co-Chairman of ASEAN-India Business Council กล่าวว่า 97% ของธุรกิจในอาเซียนและอินเดียเป็น SMEs จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่นานาประเทศจะให้ความสำคัญในการเร่งส่งเสริมธุรกิจในกลุ่มนี้ โดยกุญแจสำคัญคือ ทำอย่างไรที่จะผลักดันให้คนกลุ่มนี้ก้าวไปในระดับสากล เนื่องจากอุปสรรคในปัจจุบันคือ SMEs เองก็ต้องการจะพัฒนาแต่ว่ายังขาดในเรื่องของศักยภาพ ทั้งนี้ Dato’ Ramesh ได้ยกตัวอย่างโครงการ “พี่เลี้ยง SMEs” ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการเข้าถึงข่าวสารและการเชื่อมโยงด้วยเครือข่ายดิจิทัล

ข้อมูล sanook.com