“ดาวพิลึกกึกกือ” แบบนี้ก็มีด้วย

0
349

ดูเหมือนคำว่า “ดาวประหลาด” คงจะยังไม่เพียงพอสำหรับดาว เคไอซี 8462852 (KIC 8462852) ตอนนี้นักดาราศาสตร์อาจต้องเรียกมันว่า “ดาวพิลึกกึกกือ” แล้ว

นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อเล่นให้ดาวเคไอซี 8462852 ว่า “ดาวแทบบี” ตามชื่อของ ทาเบทา เอส. โบยาเจียน นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาปรากฏการณ์ประหลาดบนดาวดวงนี้เป็นคนแรก ดาวแทบบีได้เป็นข่าวพาดหัวใหญ่เมื่อปีที่แล้วเมื่อนักดาราศาสตร์พบว่า แสงจากดาวดวงนี้มีการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ไม่ว่าแบบจำลองดาวฤกษ์แบบใดก็อธิบายไม่ได้

โบยาเจียน พบว่า ดาวดวงนี้มีความสว่างไม่สม่ำเสมอ บางครั้งจู่ ๆ ความสว่างก็ตกวูบลงไปถึง 20% เป็นเวลา 5 ถึง 80 วัน ทั้งนี้ การที่ดาวฤกษ์ลดความสว่างลงเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องทั่วไปที่พบได้บ่อย บางครั้งอาจเกิดจากดาวเคราะห์บริวารของดาวนั้นผ่านหน้า ความจริงนี่คือเทคนิคในการค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ใช้ แต่ในกรณีของดาวแทบบี ความสว่างของดาวที่ลดลงไปไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ดังนั้นย่อมไม่ได้เกิดจากดาวเคราะห์ผ่านหน้าอย่างแน่นอน

news-408-NDA4ID1

ในช่วงแรกที่ค้นพบ นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับสันนิษฐานว่า แสงที่ลดลงไปอย่างผิดปกตินั้นเกิดจากโครงสร้างประดิษฐ์ขนาดยักษ์ล้อมรอบดาวบดบังแสงไป ซึ่งแน่นอนว่านี่จะเป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่น และไม่เพียงแค่มีชีวิต มีอารยธรรม หากแต่ยังมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเรามากถึงขนาดที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ใหญ่โตระดับนั้นได้

แต่ทฤษฎีนี้ก็อยู่ได้ไม่นานนัก เนื่องจากขาดหลักฐานอื่นสนับสนุน โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากสถาบันเซตี ซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาและค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญานอกโลก โดยเฉพาะได้ชี้ว่า สัญญาณวิทยุที่ตรวจวัดได้จากดาวดวงนี้ไม่มีลักษณะใดที่บ่งบอกว่าเกิดจากการกระทำของเทคโนโลยี ต่อมาโบยาเจียนและคณะได้เสนอว่า อาจเกิดจากกลุ่มของเศษดาวหางที่มีวงโคจรรีมากมาบดบัง ซึ่งก็ดูน่าจะเป็นไปได้

การศึกษาดาวแทบบี ล่าสุดโดย เบน มอนเทต จากคาลเทคและ โจชัว ไซมอน จากสถาบันคาร์เนกีได้พบว่า ดาวดวงนี้ประหลาดกว่าที่คิดไว้ โดยพบว่าความสว่างโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาสี่ปีที่กล้องเคปเลอร์สำรวจดาวดวงนี้

ใน 1,000 วันแรก ความสว่างของดาวลดลงในอัตราค่อนข้างคงที่ประมาณ 0.341 – 0.041 % ต่อปี ถัดจากนั้นความสว่างก็ลดลงอย่างรวดเร็วจนหายไปถึงกว่า 2% ภายในเวลา 200 วัน แล้วความสว่างก็กลับลดลงด้วยอัตราเท่ากับช่วง 1,000 วันแรกที่เริ่มศึกษา นั่นคือประมาณ 0.041% ต่อปี รวมตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมาความสว่างลดลงไป 3 % จำนวนนี้อาจฟังดูเหมือนน้อย แต่ความจริงเป็นปริมาณมหาศาลภายในเวลาอันสั้นมาก

ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีการตรวจสอบภาพเก่าของดาวแทบบีซึ่งถ่ายไว้ตั้งแต่ศตวรรษก่อน พบว่าภายในระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ความสว่างลดลงไปแล้วราว 19%

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีสมมุติฐานใดที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับดาวดวงนี้ได้ บางสมมุติฐานอาจอธิบายพฤติกรรมประหลาดของมันได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เช่น ทฤษฎีซากดาวหางอาจอธิบายเรื่องแสงสว่างที่ลดลงเป็นระยะได้ แต่อธิบายความสว่างที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวไม่ได้ ดังนั้นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จึงต้องเก็บข้อมูลของดาวดวงนี้ต่อไป พร้อมกับมองหาทฤษฎีใหม่ สร้างแบบจำลองใหม่ คำอธิบายใหม่

ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครคิดออก.

ที่มา : มติชน