สรท.มั่นใจส่งออกปี’61 โต 8% แต่กังวลสงครามการค้า

0
38

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. ยังคงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกไทยปี 2561 เติบโตได้ในระดับ 8% ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาท 31.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ บวกลบไม่เกิน 0.5% โดยมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจคู่ค้าทั้งในตลาดหลัก ตลาดรอง และตลาดศักยภาพ เติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจโลก ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หรือสูงสุดในรอบ 3 ปี ทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ผลิตน้ำมันดีขึ้น รวมทั้งสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรกรรมมีแนวโน้มปรับขึ้นตาม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องจับตามอง คือ สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยากว่าจะมีมาตรการกีดกันทางการค้าออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ ค่าเงินบาทที่ยังคงผันผวน โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากแรงเทขายเพื่อเก็งกำไรค่าเงินในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินบาทค่อนข้างทรงตัวและผันผวนในกรอบ 31.90-32.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันและราคาก๊าซหุงต้มปรับตัวขึ้น อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ อาทิ กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการนำเข้ารถยนต์จากเวียดนาม เป็นต้น

“แม้ว่าในปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 8% หรือใกล้เคียงตัวเลข 2 หลัก แต่ยังมีการมองกันว่าเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลสินค้าเกษตรให้มีราคาเพิ่มขึ้น เพื่อให้รายได้กระจายถึงมือเกษตรกร โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า และควรบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” น.ส.กัณญภัค กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กระทบต่อการส่งออกไทยและเป็นปัญหาในขณะนี้ คือ ประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 134/2561 เรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ หมวด 6 การยื่นรายการนำของออก ในส่วนของการส่งข้อมูลบัญชีสินค้าทางเรือ ซึ่งระบุให้ตัวแทนเรือต้องส่งบัญชีสินค้าทางเรือ (Manifest) ผ่านระบบ National Single Window ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนวันเรือออก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดภาระแก่ผู้ส่งออกทั้งในด้านต้นทุนการแก้ไขเอกสารเพิ่มขึ้นกว่า 416 ล้านบาท และต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังให้พร้อมก่อนการส่งออกเป็นเวลานานมากขึ้น และทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศคู่แข่งที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว ซึ่งสรท.จะหารือกับกรมศุลกากรขอให้ปรับแก้เวลาในการส่งเอกสารบัญชีสินค้าทางเรือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชม. หลังวันเรือออก เพื่อลดผลกระทบ

นายชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการสรท. กล่าวว่า ประเมินว่าการส่งออกสินค้าไทยในไตรมาส 2 จะเติบโตในระดับ 10% เนื่องจากการขยายตัวส่งออกของสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปี 2561 จะเติบโตได้ถึง 8% และอาจเพิ่มขึ้นถึง 9-10% แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะมีสถานการณ์รุนแรงที่กระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยหรือไม่ โดยเฉพาะสงครามการค้าโลกที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสรท. กล่าวว่า แม้ว่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) 2561 จะเติบโตถึง 11.53% แต่ในรูปเงินบาทกลับเติบโตได้แค่ 0.58% ซึ่งเป็นระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งตัวเลขการส่งออกที่เติบโตได้ดีเมื่อทอนกลับมาในรูปเงินบาท กลับพบว่าผู้ส่งออกยังได้ประโยชน์ไม่มากนัก เบื้องต้นพบว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วง 4 เดือน ปี 2561 ทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 1 บาท (32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) โดยระดับเงินบาทที่เหมาะสมและทำให้ผู้ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้ดีคือระดับ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองว่าเป็นผลดีต่อการส่งออกไทยมากกว่า เพราะจะทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าเพิ่มสูงขึ้น แต่หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก็จะกระทบต่อต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ผู้ส่งออกยังแบกรับภาระในส่วนของต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้

ที่มา www.khaosod.co.th