เปิดบันทึกกรุวัดราชบูรณะ สมบัติต้องคำสาป

0
84

อยุธยาเมืองที่ได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกในปี 2534 สำหรับคนไทยแล้วนี่คือกรุงเก่า ก่อนจะมีการสร้างกรุงเทพมหานคร และ เป็นเมืองที่มีวัด และ โบราณสถานมากที่สุดในประเทศ

และถ้าย้อนกลับไปในปี 2500 อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั่วประเทศต้องตื่นเต้นและเสียใจในเวลาเดียวกันเมื่อมี โจรลักลอบขุดกรุใต้ฐานพระปรางคในวัดราชบูรณะ ซึ่งมีการเปิดเผยผ่านคำให้การของคนร้ายที่ลักลอบเข้าไปขุด และ รองอธิบดีกรมศิลปากรที่บันทึกไว้ในรายงานหลังเข้าไปเก็บสิ่งที่เหลือจากการถูกลักลอบขุด นั้นเรียกได้ว่าประเมิณค่าไม่ได้ และนับเป็นสมบัติของชาติ ที่ส่วนหนึ่งต้องสูญหายไปแม้จะตามคืนมาได้บางส่วนแต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายไปอยู่ในมือนักค้าของเก่า หากแต่เชื่อหรือไม่ว่าสมบัติโบราณนั้นมักมาพร้อมกับอาถรรพ์ และ คำสาปคนที่ได้ไปไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขเลยสักราย

กรุสมบัติวัดราชบูรณะ

รายงานข่าวในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2500 นั้นระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จับผู้ร้ายจำนวน 8 คนที่ลักลอบขุดพระปรางค์วัดราชบูรณะไปจนถึงห้องกรุ ซึ่งเป็นห้องเก็บสมบัติ อันเป็นโบราณวัตถุประเมิณค่าไม่ได้ไปเป็นจำนวนมาก

ซึ่งวัตถุโบราณที่ตำรวจได้จากคนร้ายนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อย แต่ก็เป็นโบราณวัตถุที่ทำด้วยทองคำ เป็นเครื่องใช้โบราณ อย่างกระโถน เชี่ยนหมาก สร้อยสังวาลย์ และ เครื่องประดับ

คนร้ายที่ลักลอบขุดกรุในครั้งนี้ กระทำการหลังจากที่กรมศิลปากรได้เข้ามาขุดพระปรางค์ในวัดราชบูรณะเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยทั้งหมดคาดหวังว่าจะได้พระเครื่อง เพื่อนำมาจำหน่าย จนกระทั่งการขุดพระปรางค์ของคนร้ายกลุ่มนี้ ซึ่งมีจำนวน มากถึง 20 คนในที่ก่อเหตุ ได้ขุดไปจนถึง กรุที่เก็บสมบัติ ซึ่งคำให้การของคนร้ายรายหนึ่งเล่าว่าเมื่อเข้าไปถึงห้องกรุ นั้นทุกอย่างละลานตาไปหมดทั้งพระแสงดาบ มงกุฎ ภาชนะ พระพุทธรูป เครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนมีสีทองเหลืองอร่ามส่องประกายเจิดจ้า

หลังใช้เวลาสองวันในการขุดฐานพระปรางค์ต่อจากที่กรมศิลปากรขุดเอาไว้ คนร้ายก็เข้าไปถึงกรุ (ห้องเก็บสมบัติ) ตอนกลางของตัวกรุนั้นทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างในราว 1 วาเศษ ข้างบนแท่นศิลาตรงกลางกรุนั้น มีถาดทองคำ 3 ใบ ข้างบนถาดนั้นมีกระโถนทองคำ 4 ใบ วางอยู่บนถาดนั้น มีไข่มุกเจาะเป็นรูอยู่เต็มกระโถนทั้งสี่ลูกนั้น ยังมีตลับทองคำอีกหลายใบวางอยู่ข้างแท่นสี่เหลี่ยมนั้น เป็นร่องสี่เหลี่ยมเหมือนกัน มีแหวนประมาณ 2,000 กว่าวง เพราะในนั้นกว้างมาก ข้างบนของแท่นนั้น มีโต๊ะสำริด 3 ตัว

บนโต๊ะทางเหนือมีเสื้อทองคำอยู่ 8 ตัว และมหามงกุฎอีกอันหนึ่ง บนยอดของมหามงกุฎมีหัวมุกดาหาร 1 หัว ขนาดเท่าไข่ห่าน มีจอกทองคำหลายลูก เป็นทองคำประดับด้วยทับทิม และมงกุฎพระราชินี 3 อัน วางไว้บนโต๊ะนั้น ตลับทองคำ 12 ใบ ฝาตลับมีหัวทับทิม หัวใหญ่เท่าเมล็ดข้าวโพดทุกใบ

บนโต๊ะทางทิศตะวันออกมีมหามงกุฎราชินี 5 อัน วางไว้ข้างบนโต๊ะนั้น และตลับทองคำหัวประดับทับทิม 20 ใบ จอกหลายใบ เสื้อทองคำของพระมหากษัตริย์ 3 ตัว เรือหงส์ 1 ลำ เป็นทองคำ คนพายเรือทองคำ และพระพุทธรูปทองคำ 20 องค์ พร้อมม่านทองคำขึงท้องพระโรงก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง

โต๊ะทางทิศใต้ ข้างบนโต๊ะมีพระพุทธรูปทองคำ 25 องค์ ตลับทองคำ 13 ตลับ ฝาตลับประดับด้วยทับทิมสีแดง พระแก้วยืนสีน้ำผึ้ง 7 องค์ พระแก้วนั่งสีขาว 5 องค์ พระมหามงกุฎราชินี 8 อัน นอกจากนี้แล้วยังมีแหวนและทองคำอีกจำนวนมา

คนร้ายให้การว่าลำเลียงของขึ้นมาจากรุใช้เวลากว่าค่อนคืนก่อนจะไปแบ่งสมบัติที่ขุดได้กันที่บ้านพักและกลายเป็นว่าสมบัติที่ขโมยมาอย่างมากมายนั้นไม่สามารถแบ่งกันได้ลงตัว ทำให้ต่างหยิบฉวยไปเท่าที่จะขนกันไปเท่าที่จะทำได้คนใดมีพี่น้องก็ให้มาช่วยกันขนไป หากแต่การลักลอบครั้งนี้เอิกเกริกเป็นอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถตามจับกุมตัวคนร้ายได้ 8 ราย ซึ่งได้โบราณวัตถุคืนมาเพียงบางส่วนและมีคนร้ายหนีหลุดรอดไปได้อีกหลายราย

บันทึกรองอธิบดีกรมศิลปากรหลังลงเก็บสมบัติในกรุ
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งไปยังกรมศิลปากร ว่ามีคนร้ายไปลักลอบขุดสมบัติทำให้ ทางกรมศิลปากรตัดสินใจนำเอาสมบัติที่เหลืออยู่ในกรุขึ้นมาทันที ซึ่งรองอธิบดีกรมศิลปากรได้ลงไปเก็บสมบัติที่เหลือด้วยตนเองพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้บันทึกไว้ในรายงานว่า

“เมื่อลงไปถึงห้องนี้ ได้เห็นแหวน เครื่องทองคำชิ้นเล็ก ๆ พลอย และทับทิม คลุกเคล้าอยู่กับฝุ่นทรายพื้นห้องแพรวพราวไปหมด ผมและเจ้าหน้าที่เลือกเก็บสิ่งของอยู่จนถึงหนึ่งนาฬิกาของวันที่ 29 ส่งขึ้นมาให้ผู้กำกับการตำรวจประมาณ 1 กระป๋องตักน้ำหูหิ้ว ของก็ยังไม่หมด

ในวันรุ่งขึ้นได้ทำการเก็บสมบัติในกรุต่อ ได้เก็บของขึ้นมาจนหมด มีแหวน กำไลข้อมือ เศษทองรูปพรรณต่าง ๆ พลอยและทับทิม เป็นจำนวนมาก และได้กวาดฝุ่นทรายก้นกรุทั้งหมดขึ้นมาใส่กระสอบไว้เพื่อร่อนหาของด้วย เพราะมีเศษทองและพลอยต่าง ๆ คลุกเคล้าอยู่กับฝุ่นทรายเหล่านั้นอีกมาก”

“วันที่ 30 กันยายน 2500 ได้เดินทางกลับไปตรวจกรุอีกครั้ง เพราะสงสัยว่าจะมีกรุห้องที่ 3 ต่อลงไปข้างล่างอีก เนื่องจากมีช่องลมเย็นขึ้นมาจากเบื้องล่าง ผมได้ให้เจ้าหน้าที่งัดพื้นหินพื้นห้องขึ้น ก็พบว่ามีอีกห้องหนึ่งจริง ๆ เป็นห้องที่ 3 กว้างประมาณ 1.40 เมตร สี่เหลี่ยม สูงประมาณ1.20 เมตร ภายในห้องนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนในก่อปูนเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ กว้างประมาณ 0.80 เมตร สี่เหลี่ยม บรรจุพระเจดีย์ทองคำ 1 องค์มีครอบเป็นรูปคล้ายครอบแก้วที่มีขายในปัจจุบันครอบไว้ 4 ชั้น คือ ชั้นต้นเป็นเหล็กบุชิน ชั้นที่ 2 เป็นทองเหลือง ชั้นที่ 3 เป็นทองเหลือง ชั้นที่ 4 เป็นเงิน แล้วก็ถึงเจดีย์ทองคำเปิดได้ ภายในบรรจุพระพุทธรูปทองคำ พระเจดีย์แก้วผลึก พระพุทธรูปแก้วผลึก กับเครื่องทองกระจุกกระจิกอื่น ๆ และมีแผ่นใบลานทองคำจารึกอักษรขอมม้วนกลมบรรจุอยู่ด้วย

บริเวณรอบ ๆเจดีย์ทองคำ มีพระพุทธรูปทองคำและเงิน รูปสัตว์ต่าง ๆ ทำด้วยทองคำและเงิน พิมพ์เป็นแผ่นบรรจุเรียงรายอยู่โดยรอบ ทั้งนี้เศษดินและฝุ่นทรายที่ขนขึ้นมาจากกรุ เจ้าหน้าที่ได้นำมาร่อน แล้ว ได้เศษทองคำ หนัก 60 บาท พลอยหัวแหวนและทับทิม หนัก 1,800 กรัม แก้วผลึกชนิดต่าง ๆ หนัก 1,050 กรัม และลูกปัดเงินกับทับทิมปนกันหนัก 250  กรัม

อาถรรพ์สมบัติแผ่นดินใครได้ไปไม่มีวันสงบสุข

ข่าวการขุดกรุวัดราชบูรณะ นั้นทำให้หลายคนมองว่ายังมีสมบัติอีกมากที่ถูกฝังอยู่ภายในวัด เพียงแต่ยังไม่มีผู้ใดหาเจอ และก่อนที่จะมีการขุดกันจนเปรอะไปทั่วเมืองอยุธยา ข่าวเรื่องอาถรรพ์ของสมบัติที่ต้องคำสาป ก็ทำให้โจรหลายรายหัวหด

เล่ากันว่าโจรขโมยขุดกรุวัดราชบูรณะจำนวน 20 รายที่ถูกจับไปเพียง 8 รายนั้นส่วนที่รอด ไม่ได้มีชีวิตอย่างสงบสุขมีหลายรายที่เป็นพี่น้องกันและมาฆ่ากันเองเพื่อแย่งสมบัติ บางคนถูกฆ่าตาย เพราะถูกแย่งชิงสมบัติ บางคนยุบหลอมเอาทองไปขาย ได้เงินนั่งรถกลับอยุธยา รถตกหล่มกระเด็นตกลงมาจากรถ คอหักตาย

แม้ร้านทองที่รับซื้อและแปรสภาพเครื่องทองเกิดอัคคีภัย ร้านไหม้หมดทั้งหลัง มิหนำซ้ำบุคคลในบ้านก็มีอันเป็นต้องตายไปโดยไม่ปกติ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในปีเดียว แต่คนที่อยู่รอดมาคือหัวหน้าที่ควบคุมการขุดกรุในครั้งนั้นได้กลายเป็นคนวิกลจริตในที่สุด

ที่มา www.sanook.com