5 สาเหตุใกล้ตัวทำคุณปวดหัว

0
237
Portrait of a stressed man

อาการปวดหัวเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกช่วงเวลา จนทำให้หลายคนสงสัยว่าอาการปวดหัวเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับสาเหตุใกล้ตัวที่ทำคุณปวดหัวค่ะ

1. เกิดจากการจ้องมือถือที่นานเกินพอดี
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการดำเนินชีวิตไปซะแล้ว ไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน ภาพที่เห็นคือแทบทุกคนก้มหน้าก้มตา มองแต่จอโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และนั่นก็คือสาเหตุหลักทำให้คนยุคปัจจุบันเกิดอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากการก้มหน้าเป็นเวลานาน ประกอบกับท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลถึงกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ทำให้เกิดอาการเกร็งตัว รู้สึกเมื่อยล้าได้ นอกจากนี้แสงหน้าจอมือถือ ยังเป็นตัวกระตุ้นให้คุณเกิดอาการปวดไมเกรนแบบเฉียบพลัน


ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้มือถือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรพักสายตาโดยการมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหาพื้นที่สีเขียว หรือกระพริบตาให้บ่อยขึ้น นอกจากนี้การปรับแสงหน้าจอให้มีความเหมาะสม ก็สามารถช่วยคุณได้ค่ะ

2. เสพติดกาแฟ
มื้อเช้าของใครหลายคน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “กาแฟ” บางคนข้าวเช้ายังไม่ทันตกถึงท้อง ก็ดื่มกาแฟก่อนซะแล้ว ที่หนักกว่านั้นคือ ดื่มกาแฟแทนมื้อเช้า ลากยาวจนถึงมื้อเที่ยงโดยไม่ได้รับประทานอาหารอย่างอื่น เชื่อได้ว่าคอกาแฟทุกคนต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากวันไหนไม่ได้ดื่มจะรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย และปวดหัว ที่เป็นแบบนี้เพราะคุณกำลังเสพติดคาเฟอีนอย่างไม่รู้ตัวอยู่

หากรู้สึกว่าอาการติดคาเฟอีนหนักข้อมากขึ้นทุกวัน เราขอแนะนำให้คุณค่อย ๆ ลดปริมาณกาแฟลง และหันมาดื่ม โกโก้ หรือช็อกโกแลตแทนค่ะ

3. สภาพอากาศ
ด้วยสภาพภูมิอากาศบ้านเรามีความแปรปรวนค่อนข้างมาก บางวันมีถึง 3 ฤดู ตอนเช้าหนาว บ่ายแดดออก ตกเย็นฝนตก บางทีกรมอุตุนิยมยังไม่สามารถทายสภาพอากาศได้ถูกต้อง ทำให้หลายคนไม่รู้แล้วว่าตอนนี้กำลังอยู่ฤดูไหนกันแน่ จากสภาพอากาศที่แปรปรวนขนาดนี้ มักส่งผลให้คนที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เกิดอาการ ปวดหัว ตัวร้อน ไข้ขึ้น ป่วยอย่างเฉียบพลันได้

ดังนั้นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างมาก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราดีขึ้น และช่วยปกป้องเราจากโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุด

4. แพ้สารเคมี
อาการไวต่อสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสาเคมีที่เราต้องพบเจอในบ้าน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า หรืออะไรก็ตามที่มีส่วนผสมของเคมี ไม่เว้นแม้กระทั่งสารเคมีในที่ทำงาน อย่าง หมึกของเครื่องถ่ายเอกสาร จนทำให้เกิดภูมิแพ้อย่างหนัก มีผื่นแดงขึ้น คัน ผิวหนังลอก รู้สึกปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน

วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไขคือ ผลิตภัณฑ์ภายในควรปราศจากสารเคมี และหมั่นทำความสะอาดบริเวณบ้าน หากไปในที่ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารเคมีได้ ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง

5. ทำงานหนักจนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในหน้าที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนคือ การทำงาน บางคนเชื่อว่ายิ่งทำงานหนัก ก็ยิ่งประสบความสำเร็จเร็วขึ้น จึงเร่งทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า หากทำงานหนักมากเกินไป นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้อาการเบื้องต้นของคนส่วนใหญ่ที่ทำงานหนักเกินไปคือ ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย เครียด นอนไม่หลับ ปวดหัว ฯลฯ

หากใครเริ่มมีอาการดังกล่าวก็ควรเริ่มหันมาดูแลสุขภาพตัวเองได้แล้ว เริ่มต้นง่ายๆ ที่ การจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม จัดลำดับความสำคัญของงาน  และหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้าง เช่น อ่านหนังสือเล่มโปรด ไปเที่ยวต่างจังหวัด ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ออกกำลังกาย เป็นต้น เพื่อให้สมองได้หยุดพักจากเรื่องเครียดๆ ชาร์ตแบตให้ร่างกายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แต่ถ้าใครรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเฉียบพลัน และต้องการบรรเทาอาการปวดให้ชีวิตได้ไปต่อ เราก็มีอีกหนึ่งวิธีมาแนะนำ คือ การรับประทานยาแก้ปวด โดยรับประทานครั้งละ 1–2 เม็ด ตามน้ำหนักตัว (10–15 มก./กก.) ควรเว้นระยะเวลาในการจะทานเม็ดถัดไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานยาเกิน 4 กรัมต่อวัน และ ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน อย่างไรก็ตามหากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปโรงพยาบาลพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของการปวดหัว

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก Bakamol ยาบรรเทาอาการปวด และลดไข้

ที่มา – good life update
ภาพ – sanook